<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>27486</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2019 11:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2019 11:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ฟุ้ง4ปีมีผลงานมากมายนายกฯสั่งเร่งปิดจ็อบก่อนเลือกตั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25ม.ค.62-ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายฮิโรกิ มิทสึมะตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น เข้าพบเพื่อเตรียมการก่อนคณะของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปโรดโชว์ประเทศญี่ปุ่น ระหว่าง 30 ม.ค. &amp;ndash; 2 ก.พ. ได้มีการเตรียมคำตอบกับนักธุรกิจเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยหรือไม่ ว่า เราได้เตรียมอยู่แล้ว คงจะพูดได้ว่าสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยขณะนี้ชัดเจนขึ้นเยอะ และนักลงทุนตอบสนองดี โดยเฉพาะช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์มีการตอบสนองที่ดี หลังจากที่มีปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองก่อนหน้านี้
&amp;nbsp;&amp;quot;แต่ตอนนี้ทุกคนมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง จึงทำให้นักลงทุนสบายใจ และเมื่อเราไปตอบที่ประเทศญี่ปุ่นเขาจะได้สบายใจเช่นกันว่าความอึมครึมในประเทศไทยมันหมดลงแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ผมเคยไปพูดกับบริษัทญี่ปุ่นที่อยู่ในประเทศไทย เขาพูดชัดเจนว่าไม่เคยกังวลสถานการณ์ในประเทศไทยเลย เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจะอยู่เป็นที่ๆ ไม่ได้ลุกลามไปในบริษัทของเขา จึงสบายใจที่จะดำเนินธุรกิจในประเทศไทยต่อไป&amp;quot; &amp;nbsp;
ผู้สื่อข่าวถามว่าการเดินทางไปโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่นนายกอบศักดิ์จะต้องเดินทางไปด้วย การลาออกจากตำแหน่งน่าจะเป็นหลังจากไปโรดโชว์แล้วหรือไม่ นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า &amp;ldquo;ผมต้องรอดู 4 รัฐมนตรีว่าจะลาออกไปก่อนหน้าผมหรือเปล่า ถ้าลาออกก่อนไป ผมก็คงไม่ได้ไปแน่ ตอนนี้ผมก็จะทำหน้าที่เท่าที่ทำได้ ขอให้รอดูต่อไป ส่วนที่มีข่าวว่าผมเก็บของแล้ว ยืนยันยังไม่ได้มีการเก็บของแต่อย่างใด&amp;rdquo;
นายกอบศักดิ์ กล่าวถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาล ว่า ขอให้รอทางโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้แถลง ที่ผ่านมามีผลงานที่รัฐบาลทำออกมามากมาย ยิ่งปีสุดท้ายเป็นปีที่รัฐบาลพยายามเก็บงาน หลายเรื่องเหมือนกับการตัดชุดวิวาห์ มันต้องใช้เวลาในการตัดเย็บ ดีไซน์ การชุน และสุดท้ายจะเห็นผลในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนแต่งงาน ผลงานของรัฐบาลก็เช่นกัน หลายนโยบายทำมา 4 ปีแล้ว ตนมีส่วนเกี่ยวข้องตลอดเวลา ผ่านหลายหน่วยงานกว่าจะออกมาเป็นกฎหมาย มีหลายนโยบายที่เปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศจำนวนมาก แม้แต่เรื่องของตำรวจที่หลายคนเรียกร้อง ซึ่งเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และผ่านเรียบร้อย ที่เป็นการปฏิรูปตำรวจที่สำคัญ
&amp;quot;ผมจึงบอกว่า 4 ปีที่ผ่านมาเราเดินหน้ามาหลายเรื่อง และปีสุดท้ายเป็นปีที่มีสีสันที่สุด เพราะเป็นปีที่ทุกอย่างเห็นผลและเกิดการเปลี่ยนแปลง ตรงนี้ทำให้ผมพอใจและสบายใจ และคิดว่านายกฯจะมีหลายเรื่องที่จะบอกกับประชาชนในวันแถลงข่าว เนื่องจากมีผลงานออกมามากมาย เวลาอาจจะไม่พอด้วยซ้ำ ซึ่งก่อนการเลือกตั้งเราต้องพยายามปิดงานให้ได้ โดยนายกฯพยายามสั่งอยู่ตลอดเวลา และเร่งให้ทุกคนปิดงาน พยายามเดินหน้าทุกโครงการให้เห็นผล&amp;quot;นายกอบศักดิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า ครม.สัญจร จะมีอีกหรือไม่ นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องรอให้นายกฯตัดสินใจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27486</URL_LINK>
                <HASHTAG>4รมต.พปชร., กอบศักดิ์  ภูตระกูล, ผลงานรัฐบาลคสช., สมคิด  จาตุศรีพิทักษ์, แถลงผลงาน 4 ปีรัฐบาล, โรดโชว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190125/image_big_5c4a8bff882be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22004</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2018 08:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2018 08:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตั้งเป้าส่งออกอาหารปี 62 โต 10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส.อาหาร ตั้งเป้าส่งออกอาหารไทยปี 62 โต 10% ทำเงิน 1.125 ล้านล้านบาท ชี้ขยายตลาดในกลุ่มสินค้าฟังก์ชันนัล ฟู้ดได้ผล พร้อมเผยไทยได้เปรียบด้านภูมิอากาศ ที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดศูนย์นวัตกรรม จ.มิเอะ-ประเทศไทย ว่า ทั้ง 2 ประเทศมีความร่วมมือกันในหลายๆ ด้าน ล่าสุดคือด้านอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งไทยได้รับมอบเครื่องจักรจาก บริษัท ซูฮิโระ อีพีเอ็ม คอร์ปอเรชั่น เพื่อยกระดับการผลิตและแปรรูปอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้มีผลิตภาพและสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน และจะขยายผลการให้ความช่วยเหลือไปยังผู้ประกอบการที่อยู่ในต่างจังหวัดด้วย เนื่องจากศูนย์แห่งนี้จะเปิดดำเนินการที่สถาบันอาหาร กรุงเทพฯ และนำร่องใน จ.เชียงใหม่และ จ.สงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ปี 2562 คาดการณ์ภาพรวมตลาดอาหารส่งออกอาหารของไทยเติบโต 10% คิดเป็นมูลค่า 1.125 ล้านล้านบาท จากปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโต 6-7% มูลค่า 1.07-1.08 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าอาหารแปรรูปเฉพาะทาง (ฟังก์ชันนัล ฟู้ด) ที่มีอนาตสดใส เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมบริโภคอาหารแปรรูปปรุงสุกพร้อมรับประทานที่ผ่านกระบวนปรุงที่ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย และยังสามารถคงคุณค่าสารอาหารตามหลักโภชนาการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การส่งออกอาหารปัจจุบัน แบ่งเป็น การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์และวัตถุดิบ 51%สินค้าพร้อมรับประทาน (เรดี้ทูอีท) 39% และฟังก์ชันนัลฟู้ด 10% โดยสถาบันฯ คาดว่ากลุ่มอาหารฟังก์ชั่นนัล ฟู้ดน่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก 2-3% จากปัจจุบันมีสัดส่วนตลาดประมาณ 10% และคาดว่าสัดส่วนของการส่งออกวัตถุดิบอาจจะลดลงตามความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในปีหน้าปัจจัยบวกที่จะทำให้การส่งออกอาหารดีขึ้นคือ การขยายตลาดในกลุ่มสินค้าฟังก์ชันนัล ฟู้ด และเรื่องของอากาศที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ แต่ไทยยังคงผลิตอาหารได้ตามปกติ ดังนั้นเชื่อว่าจะรักษาฐานรวมทั้งเพิ่มมูลค่าได้ส่วนปัจจัยเสี่ยงต้องจับตาดูสงครามการค้าหระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งมีผลต่อค่าเงิน ตลอดจนส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาไทย ทำให้การบริโภคลดลงได้&amp;rdquo; นายยงวุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นายเอเค ซูซูกิ ผู้ว่าราชการ จ.มิเอะ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ได้แนะนำเทคโนโลยีด้านการแปรรูปอาหารของ จ.มิเอะให้กับผู้ประกอบการไทย โดยนำเครื่องจักรแปรรูปอาหารเข้ามาใช้ในการวิจัยและการทดลอง และจัดสัมมนาแนะนำเทคโนโลยีอาหารแปรรูปของอาหารใน จ.มิเอะด้วย เพื่อสนับสนุนความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ประกอบการจากมิเอะ โดยหวังว่า อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ทั้งของไทยและ จ.มิเอะจะร่วมกันเติบโตก้าวหน้าต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22004</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั้งเป้าส่งออกอาหารไทย, ทำเงิน 1.125 ล้านล้านบาท, สมคิด  จาตุศรีพิทักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181025/image_big_5bd1cb2b0da8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2018 10:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2018 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คนไม่มีผม&#039;สวน&#039;สมคิด&#039;หากยังเป็นนายกฯหน้าเดิมยิ่งทำลายเชื่อมั่นนักลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2พ.ย.61-นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ได้ออกมาประกาศต่อหน้า ซีอีโอ บริษัทต่างประเทศกว่า 400 คน ในงาน Forbes Global CEO conference ว่านายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งหน้าตาคล้ายคนเดิม เพราะอาจจะยิ่งทำลายความมั่นใจของนักลงทุนต่างประเทศที่มีต่ำอยู่แล้วให้ยิ่งต่ำลงไปอีก เพราะตลอด 4 ปีกว่าที่ผ่านมา แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่านักลงทุนต่างประเทศไม่มีความมั่นใจในรัฐบาลนี้ จากยอดการลงทุนจากต่างประเทศที่หดหายไปมาก ยิ่งบอกเหมือนว่ารัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะไม่เปลี่ยนจากเดิมก็ยิ่งทำให้ความมั่นใจหดหายไปอีก และการที่นายสมคิดประกาศว่าประเทศไทยไม่ใช่คนป่วยของเอเชียอีกต่อไปแล้ว อาจจะเป็นประกาศที่เร็วเกินไป เพราะ 4 ปีกว่าที่ผ่านมาไทยโตได้ต่ำมากเฉลี่ยเพียง 2% กว่าเท่านั้น เพิ่งจะมาฟื้นได้ปีนี้ที่ 4% กว่า ซึ่งก็ยังโตต่ำที่สุดในอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อีกทั้งมีแนวโน้มที่เศรษฐกิจไทยจะทรุดลงต่ออีกแล้ว จากการส่งออกที่ติดลบในเดือนกันยายนที่ 5.2 % และมีแนวโน้มที่การส่งออกจะติดลบต่อถึงสิ้นปีจนถึงต้นปีหน้า ประกอบกับการที่ปริมาณนักท่องเที่ยวที่ลดลงอย่างมากโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนที่ลดลงถึง - 80.61% ในเดือน ตุลาคม และ ก่อนหน้านี้ก็ติดลบมา 3 เดือนติดกันแล้วที่ -22.17%, -36.49% และ - 39.20% ซึ่งเป็นผลจากคลิปที่นักท่องเที่ยวจีนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ตบหน้าข้อหาที่ไม่ยอมทิป ได้ถูกกระจายไปทั่วประเทศจีน ซ้ำเติมกับการสื่อสารที่ผิดพลาดและการจัดการเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ตอย่างไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล อีกทั้งสภาวะเศรษฐกิจของจีนที่เริ่มถดถอยจากสงครามการค้ากับสหรัฐดังนั้น จีดีพี ของไทยในครึ่งปีหลังของปีนี้น่าจะออกมาต่ำลง ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงจีดีพีในปีหน้าด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวว่า หากรัฐบาลยังเป็นรัฐบาลเดิมที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ และแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจที่ฟื้นขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นการฟื้นเพียงชั่วคราวที่เป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นเท่านั้น และโตจากฐานเดิมที่ต่ำมากติดต่อกันมา 4 ปีแล้ว และเริ่มที่จะปักหัวลงอีก ไม่ได้มาจากการฝีมือของรัฐบาลแต่อย่างไร เพราะขนาดอันดับความสะดวกในการทำธุรกิจที่ปีที่แล้วที่รัฐบาลโม้ว่าดีขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 หรือดีขึ้นมา 20 อันดับจากอันดับ 46 แต่ยังต่ำกว่าก่อนปฏิวัติที่อันดับที่ 18 มาก โดยอันดับได้ตกหนักหลังการปฏิวัติ&amp;nbsp; และรัฐบาลได้ประกาศว่าปีนี้จะต้องดีขึ้นเท่าก่อนปฏิวัติ แต่กลับทรุดตกลงไปอยู่ที่อันดับที่ 27 ยิ่งตอกย้ำความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของรัฐบาลนี้ และแสดงให้เห็นว่าหลังการปฏิวัติการทำธุรกิจในประเทศไทยยากลำบากขึ้นมาก
&amp;nbsp;
&amp;quot;ดังนั้นจึงอยากขอให้ประชาชนได้ช่วยพิจารณาว่า รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลนี้สร้างไว้หลายด้านทั้ง การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว ที่ลดลงหนัก การกระจายรายได้ที่รวยกระจุก จนกระจาย&amp;nbsp; อีกทั้งการบริหารจัดการที่มีปัญหามาโดยตลอด หากเป็นรัฐบาลชุดเดิมคงไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้และเศรษฐกิจอาจทรุดหนักลงอีก&amp;quot;นายพิชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21209</URL_LINK>
                <HASHTAG>Forbes Global CEO conference, คนป่วยของเอเซีย, นักท่องเที่ยวจีน, นายพิชัย นริพทะพันธุ์, สมคิด  จาตุศรีพิทักษ์, เศรษฐกิจทรุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180420/image_big_5ad9527f71d85.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2018 14:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2018 14:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>4รมต.พลังประชารัฐจ่อไขก๊อกแสดงสปิริต  เผยวางบทบาท&#039;สมคิด&#039;ที่ปรึกษาทางใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18&amp;nbsp;ต.ค. 61 - ที่ตึกซี อาเซียน ถนนรัชดา นายสุวิทย์ เมษินทรีย รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่าที่รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์หลังการแถลงเปิดสถาบันปัญญาประชารัฐ เมื่อเย็นวันที่&amp;nbsp;17&amp;nbsp;ต.ค.ที่ผ่านมา ถึงความชัดเจนการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่า เมื่อทำงานการเมืองเต็มตัวเมื่อไหร่ ยืนยันรัฐมนตรีทั้ง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;คนไม่เอาเปรียบแน่ จะแสดงสปีริตลาออกจากตำแหน่งแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ทั้ง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;คนยังมีงานสำคัญที่ต้องสะสาง คุยกันแล้วเมื่อมาด้วยกันต้องไปด้วยกัน การลาออกจะเกิดขึ้นคือเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองการจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ หรือเมื่อคสช.ปลดล็อกทางการเมือง หรือเมื่อมีพ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ไม่คิดเอาเปรียบพรรคอื่น แค่มีงานค้างอยู่มากจึงไม่อยากลาออกตอนนี้ เพื่อให้เป็นภาระคนอื่น ยอมรับการทำงานสองบทบาทนั้นเหนื่อย แต่ไม่ได้เอาความเหนื่อยมาเป็นข้ออ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิทย์ กล่าวว่า ทั้งนี้ เมื่อตนเข้ามาเต็มตัวแล้วจะมาดูเรื่องของนโยบายและสถาบันเป็นหลัก ส่วนเรื่องการจัดตั้งสถาบันปัญญาประชารัฐ ต้องหาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านต่างๆมาเป็นวิทยากรให้กับผู้อบรมในหลักสูตร ส่วนหนึ่งเป็นที่รู้จักและอยู่ในคณะกรรมการบริหารราชแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) และเป็นงานที่ต้องทำเต็มเวลา ดังนั้นรัฐมนตรีทั้ง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;คน จะสะสางงานที่มีรับผิดชอบให้เร็วที่สุด จะได้มาทำงานการเมืองเต็มที่ ไม่ใช่ไม่มีสปิริต แค่ภารกิจติดพันจำนวนมากจึงลาออกตอนนี้ไม่ได้ เราไม่ได้นิ่งนอนใจเสียงวิจารณ์ และไม่ได้ถือโอกาสเอาเปรียบคนอื่น และเมื่อมาทำงานได้เต็มเวลา ก็จะทำงานได้มากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิทย์ กล่าวว่า สำหรับงานที่ต้องทำในพรรคพลังประชารัฐ และสถาบันปัญญาประชารัฐ ต้องใช้เวลาทำพอสมควร เพราะต้องการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเต็มรูปแบบให้ได้การเมืองในรูปแบบใหม่ โดยเอาพลังความคิดสร้างสรรค์ของสังคมประเทศมาตอบโจทย์ของประเทศ ขณะนี้มีผู้มีประสบการณ์ทำงาน และด้านการเมืองจำนวนมาก พร้อมมาร่วมงานกับพรรค เช่นเดียวกับ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีตรมช.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตสมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เป็นสมาชิกพรรค และมีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่สนใจเข้ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นไปได้ที่&amp;nbsp;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ นายสุวิทย์ กล่าวว่า นายสมคิดเป็นที่ปรึกษาทางใจก็พอแล้ว ท่านบอกว่าถึงเวลาที่ต้องให้ลูกศิษย์มาทำกันเองแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20209</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุวิทย์ เมษินทรีย์, นายอุตตม สาวนายน, พปชร., พรรคพลังประชารัฐ, สมคิด  จาตุศรีพิทักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181015/image_big_5bc43d858ba95.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2018 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2018 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลประยุทธ์ 4ปี สอบผ่าน ประชาชนชี้บ้านเมืองสงบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4ปีผลงาน นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา สอบผ่าน &amp;nbsp;22% มองว่าทำงานดีมาก และอีกเกือบ 50% มองว่าทำงานค่อยข้างดี มีเพีบง9.53% ที่ทำงานไม่ดี ผลงานเด่นคือ ทำประเทศเรียบร้อย สิ่งที่บกพร่องคือต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ &amp;nbsp;ส่วนรัฐมนตรีในทีม ที่คนมองว่าทำงานดีที่สุด คือ นายสมคิด ตามมาด้วย วิษณุ&amp;nbsp; บิ๊กป้อมไม่ติด 1 ใน 5&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องในการทำงานครบรอบ 4 ปี ของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; &amp;nbsp;สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;4 ปี ของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ &amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20 &amp;ndash; 23 สิงหาคม 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา &amp;nbsp;และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,291 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการทำงานของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ &amp;nbsp; จันทร์โอชาและคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจ เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการดำรงตำแหน่งครบ 4 ปี ของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา พบว่า ประชาชน ร้อยละ 22.15 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมาก เพราะ มีการแก้ไขปรับเปลี่ยนระบบการบริหารงานได้ดี มุ่งหวังพัฒนาประเทศ และพร้อมจะช่วยเหลือประชาชน ขณะที่บางส่วนระบุว่า มีผลงานหลายอย่างที่ประสบความสำเร็จและเห็นเป็นรูปธรรม เช่น บ้านเมืองสงบเรียบร้อยขึ้น ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ร้อยละ 48.96 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯได้ค่อนข้างดี เพราะ มีความชัดเจนในการบริหาร มีนโยบายช่วยเหลือประชาชน เอาจริงเอาจังและมีความเป็นผู้นำ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ทำงานดี บริหารบ้านเมืองได้ดี ไม่วุ่นวาย สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งลงได้ ร้อยละ 18.28 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่ค่อยดี เพราะการทำงานยังมีจุดบกพร่อง เศรษฐกิจไม่ดี ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ รัฐบาลไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน และมีการปกป้องพวกพ้อง ร้อยละ 9.53 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ ไม่ดีเลย เพราะ บ้านเมืองยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม &amp;nbsp; &amp;nbsp; การบริหารงานต่าง ๆ ล่าช้า ไม่สามารถทำตาม Road map ได้ มีการเลือกพวกพ้อง ไม่มีความเสมอภาค และเศรษฐกิจย่ำแย่ และร้อยละ 1.08 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 พบว่า เมื่อรวมสัดส่วนของผู้ที่ระบุว่า ทำงานได้ค่อนข้างดีและดีมาก พบว่า มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ซึ่งในขณะที่ผู้ที่ระบุว่า ทำงานได้ไม่ค่อยดี จนถึงระดับไม่ดีเลย มีสัดส่วนลดลง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงลักษณะการทำงานในรอบ 4 ปี ของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในด้านต่าง ๆ พบว่า ด้านอุดมการณ์ในการทำงานของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 77.46 ระบุว่า มีอุดมการณ์และความตั้งใจทำงานเพื่อชาติและประชาชน รองลงมา ร้อยละ 18.90 ระบุว่า ไม่มีอุดมการณ์ คิดแต่จะทำงานเพื่อรักษาอำนาจของตนเองและ คสช. เท่านั้น และร้อยละ 3.64 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 พบว่า มีสัดส่วนของผู้ที่ &amp;nbsp;ระบุว่า มีอุดมการณ์เพิ่มขึ้น ซึ่งในขณะที่ผู้ที่ระบุว่า ไม่มีอุดมการณ์ มีสัดส่วนลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความกล้าตัดสินใจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 77.61 ระบุว่า มีความกล้าตัดสินใจ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในประเด็นทางการเมืองและการบริหารที่สำคัญ ขณะที่ ร้อยละ 19.60 ระบุว่า ไม่มีความกล้าตัดสินใจในประเด็นทางการเมืองและการบริหารที่สำคัญ และร้อยละ 2.79 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 พบว่า มีสัดส่วนของ &amp;nbsp;ผู้ที่ระบุว่า มีความกล้าตัดสินใจเพิ่มขึ้น ซึ่งในขณะที่ผู้ที่ระบุว่า ไม่มีความกล้าตัดสินใจ มีสัดส่วนลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านบุคลิกภาพผู้นำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 74.52 ระบุว่า มีบุคลิกภาพผู้นำแบบทหาร รองลงมา ร้อยละ 15.10 ระบุว่า มีบุคลิกภาพผู้นำแบบประชาธิปไตย ร้อยละ 8.29 ระบุว่า มีบุคลิกภาพผู้นำแบบก้ำกึ่ง ทั้งผู้นำแบบประชาธิปไตยและผู้นำแบบทหาร และร้อยละ 2.09 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 พบว่า มีสัดส่วนของผู้ที่ระบุว่า มีบุคลิกภาพผู้นำแบบทหารมีสัดส่วนลดลง ซึ่งในขณะที่ผู้ที่ระบุว่า มีบุคลิกภาพผู้นำแบบประชาธิปไตย &amp;nbsp; และมีบุคลิกภาพผู้นำแบบก้ำกึ่ง ทั้งผู้นำแบบประชาธิปไตยและผู้นำแบบทหาร มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านประสิทธิภาพในการทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.93 ระบุว่า มีประสิทธิภาพในการทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศ ขณะที่ ร้อยละ 29.13 ระบุว่า &amp;nbsp;ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศ และร้อยละ 2.94 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 พบว่า มีสัดส่วนของ &amp;nbsp;ผู้ที่ระบุว่า มีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น ขณะที่สัดส่วนของผู้ที่ระบุว่า ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน มีสัดส่วนลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความโปร่งใส ตรวจสอบได้ในการทำงานของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 60.19 ระบุว่า การทำงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ขณะที่ ร้อยละ 29.28 ระบุว่า การทำงานไม่มีความโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ และร้อยละ 10.53 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 พบว่า มีสัดส่วนของผู้ที่ระบุว่า การทำงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้เพิ่มขึ้น ขณะที่สัดส่วนของผู้ที่ระบุว่า การทำงานไม่มีความโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ มีสัดส่วนลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านข้อเสนอแนะที่อยากให้ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดิน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 36.48 ระบุว่าเป็นเรื่อง เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ปัญหาปากท้อง ความเป็นอยู่ หนี้สินของประชาชน และราคาพืชผลทางการเกษตร รองลงมา ร้อยละ 16.20 ระบุว่าเป็นเรื่อง การทำงานของภาครัฐ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีธรรมาภิบาลและมีกลไกป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน และการใช้อำนาจโดยมิชอบ ร้อยละ 9.91 ระบุว่าเป็นเรื่อง การให้บริการของภาครัฐ ต้องสะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์ชีวิตประชาชน ร้อยละ 4.03 ระบุว่าเป็นเรื่อง การปลดล็อคทางการเมือง จัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ร้อยละ 3.10 ระบุว่าเป็นเรื่อง ระบบบริหารงานบุคคลที่สามารถดึงดูด สร้างและรักษาคนดีคนเก่งไว้ในภาครัฐได้ ร้อยละ 2.71 ระบุว่าเป็นเรื่อง โครงสร้างภาครัฐกะทัดรัด ปรับตัวได้เร็วและระบบงานมีผลสัมฤทธิ์สูง ร้อยละ 2.09 ระบุว่าเป็นเรื่อง ระบบข้อมูลภาครัฐมีมาตรฐาน ทันสมัย และเชื่อมโยงกัน ก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัล ร้อยละ 1.55 ระบุว่าเป็นเรื่อง กำลังคนภาครัฐมีขนาดที่เหมาะสมและมีสมรรถนะสูง พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ร้อยละ 5.34 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การคมนาคม การส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย ความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ การบังคับใช้กฎหมาย &amp;nbsp; &amp;nbsp;การปฎิรูปองค์กรตำรวจและองค์กรส่วนท้องถิ่น ขณะที่บางส่วนระบุว่า การพัฒนาความสัมพันธ์กับต่างประเทศ และร้อยละ 18.59 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความประทับใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรี รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 5 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 49.88 ระบุว่า ประทับใจในการทำงานของ นายสมคิด &amp;nbsp;จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 48.80 ระบุว่าเป็น นายวิษณุ &amp;nbsp;เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อันดับ 3 ร้อยละ 48.49 ระบุว่าเป็น นายวีระศักดิ์ &amp;nbsp;โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อันดับ 4 ร้อยละ 47.02 ระบุว่าเป็น พลเอก อนุพงษ์ &amp;nbsp;เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และร้อยละ 46.09 ระบุว่าเป็น พลตำรวจเอก อดุลย์ &amp;nbsp;แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16162</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.บิ๊กตู่, นิด้าโพล, ผลงาน4ปีรัฐบาลคสช., ผลสำรวจความคิดเห็น, พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา, วิษณุ  เครืองาม, สมคิด  จาตุศรีพิทักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180826/image_big_5b820b8023898.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
